วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โลกเสมือน ฝีมือสยาม 'ภัสวิชญ์ จริตงาม' Visual Effect เบื้องหลังภาพยนตร์ระดับบ็อกซ์ออฟฟิศ

(http://www.judprakai.com/talk/783?utm_source=homepage&utm_campaign=bangkokbiznews)


จุดประกาย

โลกเสมือน ฝีมือสยาม 'ภัสวิชญ์ จริตงาม' Visual Effect เบื้องหลังภาพยนตร์ระดับบ็อกซ์ออฟฟิศ

November 24, 2018
by ปริญญา ชาวสมุน
เบื้องหลังฉากไล่ล่าสุดอลังหรือการต่อสู้ของตัวละครเหนือมนุษย์ คือหนุ่มไทยผู้เนรมิตสิ่งที่อยู่ในจินตนาการให้กลายเป็นความสมจริงของหนังดังหลายเรื่อง
ถึงจะไม่ใช่คนไทยคนเดียวที่ไปแสดงฝีมือในวงการภาพยนตร์ระดับโลก แต่เขาคือคนหนึ่งที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการผลิตหนังที่หลายคนปรามาสว่า คนไทยไม่ค่อยมีความสามารถด้านการทำ Visual Effect ให้สมจริง ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังไทยและละครไทยหลายเรื่องยังเป็น ‘งานหยาบ’ อย่างเขาว่า
แต่การที่หนุ่มไทยวัย 30 ปี ไปประกาศศักดาในต่างแดนด้วยผลงานภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง แต่ละเรื่องคือระดับท็อปของบ็อกซ์ออฟฟิศและคนไทยเองก็รู้จักดี อาทิ Doctor Strange, Spider Man, Underworld เป็นต้น กว่าที่คนไทยจะไปแปะชื่อตัวเองให้โลกรู้ตรง End Credit นั้นยากแค่ไหน การทำงานกับยอดฝีมือจนสำเร็จเป็นหนังดังเป็นอย่างไร และวงการ Visual Effect ของไทยที่ใครๆ ก็ดูแคลนจะมีอนาคตแบบใดในสายตาของเขา จุดประกายอาสาพาไปท่องโลกเสมือนที่มีอยู่จริงของ อ๋อง - ภัสวิชญ์ จริตงาม
  • สิ่งที่ทำอยู่คืออะไร
ส่วนใหญ่คนไทยอาจจะคุ้นกับคำว่า CG (Computer Graphic) ในด้านของเราเรียกว่า Visual Effect ในตำแหน่งที่ผมทำอยู่จริงๆ คือ Digital Compositor โดย visual effect ไม่ใช่ animation ที่เราเข้าใจกัน แต่ visual effect จะเป็นเหมือนพวกหนังของ Marvel หรือหนังเรื่อง Transformer คือมีคนมาแสดงด้วย มี CG สัตว์ประหลาดด้วย เพราะ digital compositor จะเป็นคนปิดฉาก เป็นกระบวนการสุดท้ายของ visual effect เช่นถ้ามีสัตว์ประหลาด มีตากล้องถ่ายคนแบบ green screen มา ผมก็จะเอามารวมกันให้ดูสมจริง ถ้าคุณดูหนังแล้วเห็นว่ามันลอยๆ คุณอาจจะมาตำหนิตำแหน่งผมได้ เพราะผมมีหน้าที่ปิดฉาก ต้องทำให้มันเนียนที่สุด
ก้าวแรกบนถนนสายนี้?
จริงๆ แล้วทุกวันนี้มันยากมาก ยิ่งเข้าไปทำงานในอเมริกา ผมคิดแล้วว่าหลายร้อยหลายพันคนอยากเข้ามา ก็ต้องเก่งต้องมาแย่งมาชิงกันเพื่อที่จะเข้าไปให้ได้ จริงๆ วงการนี้อยู่ยาก แต่การจะเริ่มเข้าไปให้ได้นั้นยากกว่า ผมก็คิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้เป็นหนึ่งในหลายร้อยหลายพันคนที่เหลือรอดได้ จึงไปค้นหาข้อมูลจากคนที่ทำอยู่ในวงการเพื่อดูว่าไอ้คนที่ทำในวงการนี้ ตัวอย่างผลงานเป็นอย่างไร เราก็ทำตามก่อนจะเรียนจบหนึ่งปี ทำเป็นปริญญานิพนธ์ของตัวเอง คล้ายใส่ความเป็นไทยเข้าไปด้วย ก็เลยได้รางวัลที่ 1 ของมหาวิทยาลัยปีนั้น พอได้รางวัลมาแล้วเหมือนใบเบิกทางให้เข้าไปทำงานบริษัทใหญ่หลังเรียนจบทันทีครับ
  • คณะที่เรียน?
ผมเรียน Animation and Visual Effect มหาวิทยาลัย Academy of Arts University ที่ San Francisco จริงๆ ผมเรียนที่ไทยเป็นวิทยาการคอมพิวเตอร์ก่อน เรียกว่า Computer Science ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แต่ว่าก่อนจะจบ เรารู้สึกว่าอาจไม่ใช่หนทางเท่าไร ผมเลยดูว่าจริงๆ แล้วสิ่งผมชอบคืออะไรมากกว่า ตั้งแต่เด็กแล้ว Visual Effect สำหรับคนไทยอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว ผมก็เลยลองค้นหาดู และตอนนั้นก็มีความคิดอยู่แล้วว่าอยากจะเรียนต่อเมืองนอกตอนปริญญาโท พอเจอคณะนี้ ก็ลองสมัครไปดู
  • ทำงานที่อเมริกานานแค่ไหน
ประมาณ 7 ปีได้แล้ว คือเรียนก่อนแล้วทำงานทีหลัง 7 ปี แต่ได้ทำงานที่คนเริ่มรู้จักจริงๆ คือ 4-5 ปีหลัง โดยทำงานกับหลายบริษัท คืองานด้านนี้เป็นงานฟรีแลนซ์ แต่มันไม่ใช่งานฟรีแลนซ์อย่างที่คนไทยเข้าใจนะ มันไม่ใช่รับทำอยู่ที่บ้าน ฟรีแลนซ์ในที่นี้คือ contractor คือทำงานจบหนังเรื่องนี้ปุ๊บถ้ามีงานทำก็ extend contract ต่อ ถ้าไม่มีก็ไปทำงานบริษัทอื่นต่อ เช่นบริษัทที่ทำหนัง Avatar บริษัทที่ชื่อ LLumar ที่ทำพวกหนัง Marvel เป็นส่วนใหญ่ เช่น Doctor Strange, Spider Man, Underworld แล้วมีเข้าไปทำที่ Disney ด้วย
  • ผลงานที่ผ่านมา?
หลายสิบเรื่องแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ประมาณ 30 กว่าชิ้น มีทั้งภาพยนตร์, ซีรีส์ และโฆษณาครับ ถ้าคนไทยรู้จักน่าจะเป็น Doctor Strange, Spider Man, Alien ประมาณนี้ ส่วนซีรีส์ทางทีวีที่ไทยก็ฉายอยู่ Lethal Weapon, Training day ที่เคยฉายไปก็มี Gotham, Agent of S.H.I.E.L.D อะไรทำนองนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉายในไทย
  • ในหนังแต่ละเรื่อง ทำอะไรบ้าง
เป็นคนปิดฉากโปรเจค ไม่ใช่ทั้งเรื่อง อย่างทำหนังพวกนี้มีบริษัท Visual Effect อีกหลายบริษัท เขาจะแจกจ่ายงานให้ตามบริษัทที่ถนัดผลิตด้านไหน อย่างบริษัทนี้เก่งเรื่องทำน้ำ ก็ทำน้ำอย่างเดียว เช่น Doctor Strange ผมก็ทำฉากตอนที่สู้กันบนตึก ที่เป็นตึกบิดเบี้ยว ตอนในโบสถ์ที่บิดเบี้ยวเหมือนกัน และตอนท้ายที่เป็น dark vision เข้าไปในมิติมืดย้อนเวลาไปย้อนเวลามา
ส่วน Spider Man คือฉากที่ไล่โจรอยู่ มีการยิงไยไปแล้วไถลไปตามพื้น กับอีกฉากหนึ่งที่เปลี่ยนชุดแล้ววิ่งเข้าไปในซอยตอนต้นเรื่อง ในฉากนั้นจริงๆ เป็นกรีนสกรีนหมดเลย และ Spider Man ใส่ชุดปลอมอยู่ ก็ต้องไปลบชุดปลอมออก และใส่ชุด CG เข้าไป Spider Man ที่เราเห็นจริงๆ เป็น CG
  • จากกรีนสกรีนกลายเป็น CG ในหนัง?
มันมีหลายทีม ผมจะเอาฉากสีเขียวออกแล้วใส่ตรงนั้นเข้าไปในฉากหลัง และหาวิธีการที่จะทำให้กลมกลืนกันมากที่สุด อย่างเช่นถ้าจะมีสัตว์ประหลาดมาก็ต้องมีคนปั้นก่อน ก็ต้องมีอีกทีมหนึ่งลงไลน์สัตว์ประหลาด ทำให้สัตว์ประหลาดเคลื่อนไหวก็ต้องมีตำแหน่งที่เรียกว่า Animator คือคนไทยจะเข้าใจคำว่า Animation แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ whole process Animator คือคนที่จะทำให้สัตว์ประหลาดเคลื่อนไหว ทีนี้ก็ต้องมีคนจัดแสงเรียกว่าพวก Lighter ของผมก็เอามารวมกัน ส่วนผมก็เอาทุกอย่างมารวมกัน เรนเดอร์ออกมาปุ๊บแล้วเอาคนมาใส่ เอาสัตว์ประหลาดมาใส่ เอามาเกลี่ย อารมณ์เหมือนโฟโต้ชอปแต่ทำให้มันเคลื่อนไหวไปด้วย ถ้าโฟโต้ชอปเป็นภาพนิ่งแต่ในหนัง 1 วินาทีจะมี 24 เฟรม ส่วนผมก็ต้องทำทุกๆ เฟรมให้ต่อเนื่องกัน
  • กว่าจะได้หนึ่งซีนนานแค่ไหน
นานครับ คือเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนก็มีเหมือนกัน ถ้านานที่สุดเท่าที่เคยทำกันมามี Underworld ที่สู้กันในพง เป็นมนุษย์หมาป่ากับนางเอก อันนั้นทำไปประมาณ 3 อาทิตย์ คัดออกมาแล้วเหลือประมาณ 2 วินาที คือมันละเอียดขนาดนั้น เขาซูมกันทุกๆ pixel ถ้า pixel มันพลาดไปก็ตามกลับไปแก้ใหม่ คือที่นั่นไม่เคยมีคำว่าดีพอ มันต้องดีกว่า แต่ถามว่ามันดีไปได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าระยะเวลามีแค่ไหน ถ้ามีเวลาก็ใส่รายละเอียดเข้าไป เพราะฉะนั้นหนังมันถึงออกมาดูดี คนถึงดูไม่รู้ว่ามันเป็นของปลอม ความสำเร็จสำหรับอาชีพของผมคือถ้าคนดู ดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นของปลอม คือผมประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งมันเหมือนเป็น spirit ของคนทำด้วย ไม่มีใครคิดว่าได้แค่นี้ก็ดีแล้ว มันยังมีสิ่งที่ดีได้กว่านี้อีก
46508630_2037396302985838_8414514641434050560_o
  • ความสนใจเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร
จริงๆ เป็นคนดูหนังฝรั่งมาตั้งแต่เด็กแล้ว ดู Jurassic Park ตั้งแต่ 4-5 ขวบ แต่ว่าไม่ได้ดูเฉยๆ คิดว่าเขาทำอย่างไร เวลาไปเช่าวิดีโอแล้วมีอีกม้วนหนึ่งแถมมาเป็นเบื้องหลัง อย่างเรื่อง Van Helsing เอานักแสดงเข้าไปแล้วแสกนหน้าสามมิติตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เฮ้ย มันไม่ใช่หน้าคนจริง มันเป็นหน้า CG ผมสนใจทางด้านนี้ตลอดว่าเขาทำอย่างไร แต่มันไม่มีคำตอบ ผมจบปริญญาตรีก็ไม่มีคำตอบในเมืองไทยว่าทำอย่างไร จนได้ไปดู tutorial ใน Youtube ตอนนั้นเพิ่งมี Youtube ใหม่ๆ ก็ลองดู เออ ทางนี้เป็นอะไรที่เราทำไปได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ ซึ่งมันสำคัญมาก”
  • อยู่จุดนี้ คือฝันที่เป็นจริง?
ผมไม่คิดอย่างนั้น แต่แค่คิดเล่นๆ ผมดูหนังบางเรื่องจะมี Secret Ending ตอนท้าย แล้วผมก็ต้องมานั่งรอดูว่ามี Secret Ending ตอนท้ายหรือเปล่า แล้วเราก็เห็นชื่อ Credit มา ไม่มีชื่อคนไทย คิดว่าถ้ามันมีชื่อคนไทยยาวๆ แปะอยู่คงเก๋ดี แต่ไม่เคยคิดว่าจะเอาชื่อตัวเองไปแปะไว้ แค่ความคิดเล่นๆ อย่างที่บอก สำหรับเด็กไทยคนหนึ่งก็ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
…ทุกวันนี้ดูผมยังดู End Credit นะ ถ้าชื่อยาวๆ มาก็ดูว่าเป็นชื่ออินเดียหรือคนไทย
  • งานด้านนี้มีคนไทยไปทำเยอะไหม
ทางด้านผม ผมไม่แน่ใจ ผมว่ามีอยู่แต่น้อยมากจนหากันไม่เจอ มันเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร มันไม่เหมือนของพวกเกาหลี ไต้หวัน เกาหลีนี่เยอะ ไปก่อตั้ง community เป็นพันๆ คนเลย แต่คนไทยแทบไม่เจอ
  • มองวงการ CG บ้านเรา?
ผมว่ามันมีการพัฒนา แม้จะไม่ได้สุดยอดแบบที่โน่น แต่มีการพัฒนา อย่างเช่นเรื่อง The Pool นรก 6 เมตร ที่มีการใส่ CG จระเข้เข้าไป มันคือการพัฒนา ก็สนับสนุนคนทำต่อไป ผมว่าสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้มีทั้งผู้ให้และผู้รับ ถ้าเราเอาหนังที่มีคุณภาพต่ำๆ ไปฉายทางทีวีที่นู่นคนก็ไม่ดูกัน ถ้าเราเอาหนัง CG แย่ๆ หรือหนังเก่าๆ 10 ปีที่แล้วมาฉาย แล้วเรายังดูกันได้ มันต้องเกิดจากผู้รับด้วย ทำอย่างไรให้คนดูมีรสนิยมที่สูงขึ้น เรียกร้องอยากจะดูของที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เอาอะไรมาให้ดูก็ได้ อาจจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตมีกำลังใจ เงินทุนก็สำคัญ แต่ถ้าคนไม่ดู ผู้ผลิตก็ต้องทำสิ่งที่น่าสนใจ สิ่งที่ดีกว่าให้คนดู
  • คนไทยเองยังคิดว่า animation ไทย หรือ CG ไทย จะห่วยเสมอ?
มันเป็นเรื่องของความเป็นชาตินิยม ของไทยอาจจะโดนปลูกฝังความเป็นชาตินิยมแบบผิดๆ ผมว่ารากของปัญหาคือเรื่องชาตินิยม ซึ่งทำอย่างไรให้คนดูเราแล้วมันเป็นของไทย สิ่งที่ควรสนับสนุนไทย ดูอย่างสินค้าที่มีชื่อญี่ปุ่นขายได้ ฝรั่งมาขายได้ ซึ่งกระแสไทยมาก็ดีนะ โปรโมทออเจ้า อันนี้เป็นสิ่งดี ทำให้ใส่ชุดไทยออกไปงานได้โดยรู้สึกดี ความเป็นชาตินิยมสำคัญ ปลูกฝังความเป็นชาตินิยมให้ถูกต้องนี่สำคัญมากกว่า ไม่ใช่ความนิยมที่แบบ animation กี่เรื่องก็มีแต่ยักษ์ ลิง ยักษ์ ลิง ทำให้มันสากลได้ 
อย่างปริญญานิพนธ์ที่ผมทำเกี่ยวกับทศกัณฑ์ ไม่โชว์ความเป็นไทยเลยนะ ทำให้มันอินเตอร์หน่อย ก็จะมีคำไทยนิด ไม่ใช่ยักษ์จ๋า ลิงจ๋า ลายกนกนิดๆ ทำให้มันดู modern หน่อย อย่างเรื่อง 9 ศาสตรา ทรงผมไทยก็ทำให้ดูดีได้นี่หว่า ไม่จำเป็นว่าทำหนังไทยประมาณนี้อย่างหนังญี่ปุ่น เกาหลี หนังซามูไร เขาก็ย้อมผม ทำทรงผมสมัยใหม่มา ทำอย่างไรให้วัฒนธรรมของเราเป็น Pop culture ให้มันขายได้ ซามูไรกับนินจาเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นลบล้างไปเอง เขาเป็นคนกวาดล้าง แต่เขาก็เอามันกลับมาใหม่แล้วทำให้มันเป็น Pop culture แล้วขายไปได้ทั่วโลกได้
  • ทำงานกับมืออาชีพ สอนอะไรบ้าง
มันได้มาตรฐานแน่นอน เช่น คือมันไม่มีคำว่าแค่นี้ก็ดีแล้ว ทำอย่างไรให้มันออกมาได้ดีกว่า ให้มันสมจริงที่สุด ถามว่าผมได้อะไร คือมันเป็นการทำให้ตัวเราขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่า เป็นสิ่งที่ผมพยายาม Mentor เคยบอกผมว่า You should be surround by the people that better than you เราควรอยู่ท่ามกลางบุคคลที่สูงและเหนือกว่าเรา ไม่ควรจะไปอยู่กับคนที่มีความสามารถใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเรา เพราะถ้าเราไปอยู่ในจุดที่คนมีความสามารถมากกว่าเราเมื่อไร ทำให้ตัวเราดึงดูดเข้าไปหาเขา พัฒนาตัวเองให้ไปอยู่ถึงจุดที่เขาอยู่ได้ ทำให้ตัวเราพัฒนาไปได้เรื่อยๆ มากกว่า
  • ได้ยินมาตลอดว่า งานละเอียดอ่อนเหมาะกับคนไทย แต่กับงาน CG ที่ละเอียดจริงๆ กลับไม่ค่อยมีชื่อคนไทยปรากฏ?
คนไทยอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลสำหรับเขา การทำงานอย่างนี้เป็นเรื่องยาก เขาเลยไม่ไปกันมั้ง แต่สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนเรื่องเงินเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเป็นเพื่อนเกาหลี อเมริกานี่แม้ค่าเรียนจะแพงมาก เขาสามารถเรียนโดยมีกองทุนสนับสนุน แต่ว่าของไทยจะสนับสนุนแต่ทุนทางด้านวิทยาศาสตร์ ทุนทางเรียน visual effect ไม่มี อาจจะมีคนไปไม่เยอะมากเท่าด้านอื่นๆ ซึ่งถ้าเป็นคนอเมริกา เกาหลี อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน
  • หากมีคนอยากจะเดินตามรอย มีอะไรแนะนำบ้าง
ถ้าคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ใช่แล้ว ก็ตั้งเป้าหมายไว้ให้แน่นอนแล้วพยายามไปให้ถึง อุปสรรคมันจะมีมามากอยู่แล้วระหว่างทาง แต่ถ้าเรามีเป้าหมายที่แน่นอน ความพยายามของเราจะผลักดันตัวเราให้ไปถึงจุดนั้นเอง อย่างผมก็เคยท้อแท้ ตอนเริ่มงานใหม่ๆ ทำไมต้องทำงานดึกๆ อย่างนี้ ทำไมทำออกมาเขาก็ไม่ชมสักที แต่ผมอยากให้ย้อนนึกถึงความตั้งใจของวันแรกที่เราลงมือทำมากกว่า วันแรกของเราที่อยากจะทำไปด้านนี้จริงๆ เป็นอย่างไร
..............
สิ่งที่ Digital Compositor หนุ่มคนนี้ทำอยู่ คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก และวงการ Visual Effect ของไทยจะไม่ขายหน้าใคร ถ้าตั้งเป้าหมายและตั้งใจทำจริงๆ
46517259_2037396346319167_6141206967265263616_o
46736744_2037396246319177_4064212910937735168_o
46686546_2037396419652493_267751293479550976_o

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ซัยโจเดนกิ เครื่องปรับอากาศสัญชาติไทยโกอินเตอร์ (ที่มา Manager Online)

จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)

โดย MGR Online   
21 กุมภาพันธ์ 2560 09:03 น.
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
ธันยวัฒน์ จิตติพลังศรี
        ตลาดเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์คอนดิชั่นในเมืองไทย มีผู้ผลิตทั้งในและนอก รวมมากกว่า 30 ราย แบรนด์ “ซัยโจเดนกิ” จากเจ้าของไทย 100% สามารถก้าวสู่หัวแถว ด้วยยอดขายติด 1 ใน 5 อันดับแรก ซึ่งปัจจัยสำคัญผลักดันธุรกิจมาถึงจุดนี้ได้ เกิดจากวิสัยทัศน์มุ่งสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีกว่าที่เป็นมา 
       
       หนึ่งในขุนพลสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ ทายาทธุรกิจคนกลางจาก 3 พี่น้อง อย่าง “ธันยวัฒน์ จิตติพลังศรี” ตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจเดนกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่เข้ามาสานต่อกิจการครอบครัว เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในหน้าที่หลักทำตลาดต่างประเทศ ควบคู่วิจัยพัฒนาสินค้าให้เกิดนวัตกรรมแปลกใหม่ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด พร้อมวางเป้าจะขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งในดวงใจภายใน 5 ปีข้างหน้า 
       
       

จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
        @@@ จากรับจ้างผลิตสู่เจ้าของธุรกิจแอร์ไทยชื่อญี่ปุ่น @@@
       
       ธันยวัฒน์ เล่าว่า คุณพ่อ (สมศักดิ์ จิตติพลังศรี) บุกเบิกธุรกิจทำเครื่องปรับอากาศตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว เริ่มจากเป็นโรงงานรับจ้างผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนแอร์ฯ จนคุณพ่อคิดถึงการสร้างแบรนด์ เพื่อปูทางธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน จึงร่วมมือกับบริษัทของประเทศญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งทำธุรกิจเป็นตัวแทนขายสินค้าต่างๆ โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า “ซัยโจเดนกิ” เพื่อทำธุรกิจผลิตแอร์ฯ มีรูปแบบธุรกิจจะซื้ออุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆ จากประเทศญี่ปุ่น แล้วนำมาประกอบชิ้นส่วน รวมถึง การผลิตทั้งหมดในเมืองไทย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงใช้ชื่อแบรนด์เป็นภาษาญี่ปุ่น
       
       หลังจากทำธุรกิจร่วมกันมาประมาณ 10 ปี ทางหุ้นส่วนประเทศญี่ปุ่น ตัดสินใจถอนตัว ไม่ทำธุรกิจนี้ต่อไปแล้ว เนื่องจากขาดทายาทธุรกิจจะสานต่อ ดังนั้น แบรนด์ “ซัยโจเดนกิ” จึงถูกโอนมาเป็นธุรกิจของคนไทย 100% นับตั้งแต่นั่นเป็นต้นมา 
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
ห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
        @@@ ทายาทต่อยอดธุรกิจด้วยนวัตกรรม @@@@
       
       ทายาทหนุ่มเรียนจบด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วางเป้าหมายอย่างแน่วแน่ว่า จะเข้ามาช่วงสานต่อธุรกิจครอบครัว เพราะผูกพันคลุกคลีกับอาชีพนี้มาตั้งแต่จำความได้ ซึ่งสถานการณ์เมื่อตอนเข้ามารับไม้ต่อเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แบรนด์ “ซัยโจเดนกิ” ถือว่าเป็นที่รู้จักของคนไทยมากพอสมควรอยู่แล้ว ทว่า ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าตลาดเดิม และแบรนด์เกิดใหม่ ทั้งของไทย จีน และเกาหลี ซึ่งการแข่งขันมุ่งตัดราคา ดังนั้น เลือกจะหันมามุ่งสร้างความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ด้วยการปั้นแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในคุณภาพ และนวัตกรรมที่พิเศษยิ่งกว่า
       
       “คุณพ่อมีวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์ กับสร้างนวัตกรรมมาตลอด ช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว จนถึงช่วงที่ผมเข้ามาสานต่อ ยอดขายของเราเริ่มทรงตัว ขณะที่มีคู่แข่งรายใหม่จำนวนมาก และตัดราคากันอย่างรุนแรง ซึ่งเรารู้ดีว่า ไม่สามารถจะขายราคาถูกที่สุดได้ จำเป็นต้องหาทางสร้างความพิเศษ เพื่อจะให้ลูกค้าหันเลือกมาซื้อสินค้าของเรา ด้วยการสร้างให้แอร์ของเรามีนวัตกรรมที่เหนือกว่าสินค้าในท้องตลาด” ธันยวัฒน์ เผยแนวคิด 
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
แอร์ที่เชื่อมระบบ IoT” (Internet of Things)
        วิธีการสร้างนวัตกรรมของผู้ผลิตแอร์รายนี้ มุ่งไปที่ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ด้านสุขภาพ 2.ความประหยัด และ3.ทันสมัยเข้ากับเทรนด์โลกยุคใหม่ โดยก่อนจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ใดๆ ก็ตาม จะสำรวจก่อนว่า เวลานั้น ผู้บริโภคต้องการสิ่งใดบ้าง และมีสินค้าใดที่ดีสุดในตลาด เพื่อจะพัฒนาให้ดียิ่งกว่าอย่างน้อย 2-3 เท่าตัว เพื่อดักรอโอกาสของตลาดในอนาคต 
       
       “ตอนนั้น คู่แข่งรอบตัว มีแต่แบรนด์ระดับโลก ขนาดธุรกิจใหญ่กว่าเราทุกราย วิธีที่จะคนตัวเล็กจะสู้ได้ คือ วิ่งให้เร็วกว่า ดักรอสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ อย่างเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราเริ่มพัฒนาแอร์เพื่อจับเทรนด์ “สุขภาพ” โดยพัฒนาแผ่นฟอกอากาศพิเศษ ซึ่งทุกวันนี้ เรื่องสุขภาพกลายเป็นเทรนด์ฮิต หรือเมื่อหลายปีก่อน เรามั่นใจอยู่แล้วว่าเทรนด์ “IoT” (Internet of Things) จะมาแรง เราจึงรีบพัฒนานวัตกรรมเชื่อมอินเตอร์เน็ตกับแอร์ฯ เพื่อส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดก่อนรายใหญ่ ควบคู่กับจดสิทธิบัตรไว้ก่อนด้วย เฉพาะแค่ปี 2559ที่ผ่านมา เราจดสิทธิบัตรกว่า 20 รายการ” ธันยวัฒน์ ระบุ 
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
แอร์ไทยส่งไปขายญี่ปุ่น
        @@@@ แอร์ไทยรายแรกส่งขายในประเทศญี่ปุ่น @@@
       
       หนึ่งในนวัตกรรมชิ้นเอกของ “ซัยโจเดนกิ” ได้แก่ การนำเชื่อมต่อเครื่องปรับอากาศกับการใช้งานอินเตอร์เน็ต ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยริเริ่มทำตั้งแต่ก่อนกระแส IoT จะบูมอย่างเช่นปัจจุบันเสียอีก
       
       ธันยวัฒน์ อธิบายเสริมว่า เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว การนำอินเตอร์เน็ตมาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันเริ่มเป็นที่ถูกกล่าวถึง แต่หากคิดแค่เชื่อมอินเตอร์เน็ตเพื่อเปิดปิดแอร์ ย่อมธรรมดาเกินไป ใครๆ ก็ทำได้ ดังนั้น จึงคิดนวัตกรรมเชื่อมแอร์กับอินเตอร์เน็ต โดยนำปัญหาการใช้งานของลูกค้ามาเป็นตัวตั้ง ซึ่งจากการสำรวจพบว่า เวลาแอร์เสีย ลูกค้ามักไม่วางใจช่างแอร์ เกรงจะซ่อมผิดพลาด หรือคิดราคาแพงเกินจริง จึงพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ภายในแอร์ได้เองกว่า 30 รายการ ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน รวมถึง ตรวจสอบค่าไฟฟ้าได้เป็นรายชั่วโมงและรายวัน อีกทั้ง มีหมวดประหยัดไฟ นอกจากนั้น ยังติดตั้ง GPS ควบคุมการเปิดปิด และกำหนดอุณหภูมิได้จากทุกสถานที่ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ รวมถึง มีสัญญาณเตือนเปิดปิดแอร์ ในระยะทาง 3 กิโลเมตรรอบรัศมีของตัวแอร์
       
       “ความเจ็บปวดของลูกค้าที่เราทำการสำรวจพบว่า เวลาแอร์ที่บ้านเสีย ต้องเรียกช่างมาดู ซึ่งมาตรฐานช่างแต่ละคนต่างกันไป สร้างความกังวลว่า ช่างจะเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ถูกต้องในราคาที่เหมาะสมหรือเปล่า นี่เป็นปัญหาที่อยู่ในใจผู้บริโภคตลอดมา เราจึงพัฒนาแอร์ฯ ที่สามารถบอกอาการภายในได้ และควบคุมการใช้ไฟฟ้าได้ โดยผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน” ทายาทธุรกิจ เสริม
       
       ด้วยนวัตกรรมนี้ ประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจ จนสั่งนำเข้า ทำให้ “ซัยโจเดนกิ” เป็นผู้ผลิตแอร์ไทยรายแรกที่สามารถส่งสินค้าไปขายที่ญี่ปุ่นได้ นอกจากนั้น การมีนวัตกรรมแปลกใหม่ ยังก่อประโยชน์ทางอ้อม ช่วยให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ต่อ เท่ากับได้ประชาสัมพันธ์ฟรีให้คนทั่วไปได้รู้จักแบรนด์มากยิ่งขึ้น 
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
        @@@ เผยนวัตกรรมสร้างได้จาก “คน” และ “ทีมงาน” @@@
       
       เขาระบุด้วยว่า การสร้างนวัตรรมให้ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเสมอไป แต่หัวใจแท้จริงที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรม มาจากการสร้าง “บุคลากร” และ “ทีมงาน” ที่มีคุณภาพ พร้อมให้โอกาสทำงานอย่างต่อเนื่อง
       
       อย่างไรก็ตาม ในการสร้างนวัตกรรมย่อมต้องเกิดความล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ สิ่งสำคัญ เมื่อผิดพลาดแล้ว ต้องควบคุม ให้อยู่ในวงจำกัด ขั้นแรกพยายามไม่ให้หลุดรอดจากห้องวิจัย ต่อมา ไม่ลงไปสู่ภาคการผลิต และที่สำคัญ ห้ามหลุดไปสู่ตลาดภายนอก ซึ่งจะสร้างความเสียหายมหาศาล
       
       นอกจากนั้น การบรรยากาศในการทำงาน ให้เหมาะสม และสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” จะเป็นอีกปัจจัยที่จะเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ โดยทุกคนในองค์กรไม่ควรตำหนิกันและกัน หรือถูกดูคนผู้ที่พยายามจะคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ห้ามแบ่งแยกคนตามความสามารถ ขอให้เชื่อว่า ทุกคนต่างมีความสามารถในแบบของตัวเอง เช่นเดียวกับทีมวิจัยและพัฒนา ก็เป็นเพียงหนึ่งในฟันเฟื่ององค์กรที่จะไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือพนักงานฝ่ายอื่นๆ แม้แต่น้อย
       
       “สำหรับผมแล้ว เชื่อว่า นวัตกรรมที่ดี ต้องแตกต่างและดีกว่า ที่สำคัญ ต้องผลิตและขายได้ด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากการสร้างทัศนคติให้ทีมงานอยากพัฒนาสินค้าให้เหนือกว่าคู่แข่ง อยากจะเป็นที่หนึ่งเสมอ ซึ่งการสร้างทัศนคติดังกล่าว เป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด แต่ถ้าทำได้จะมีประโยชน์ที่สุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คนสร้างนวัตกรรม ต้องการทบทวนตัวเองสม่ำเสมอ ว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า ไม่เช่นกัน อาจจะกลายเป็นคนฝันฟุ้ง เพ้อเจ้อ ไม่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง”
       
       “ผมมองว่า นักพัฒนาต้องมาจากนรก ไม่ได้เป็นเทพมาจากสวรรค์ เพราะการสร้างนวัตกรรม คือ การสร้างสิ่งใหม่จากปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ลอยมาจากสวรรค์ บางทีเราคิดว่าคนคิดนวัตกรรม เป็นเทพเจ้า ต้องเกิดมาสมองอัจฉริยะ ไอคิวสูง แล้วประทานสิ่งอะไรออกมาเป็นนวัตกรรมอย่างที่เราเห็น แต่จริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นเลย นวัตกรรมเกิดจากคนธรรมดานี่แหล่ะ แล้วพัฒนาตัวเองขึ้นมา ไม่ใช่พระเจ้า” เขาย้ำ 
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
"“สำหรับผมแล้ว เชื่อว่า นวัตกรรมที่ดี ต้องแตกต่างและดีกว่า ที่สำคัญ ต้องผลิตและขายได้ด้วย"
        เขาระบุด้วยว่า สำหรับ“ซัยโจเดนกิ” ทีมงานที่จะสร้างนวัตกรรมต้องขยัน ทำงานหนัก มีวินัย อยู่ภายใต้กฎระเบียบ ของบริษัท รู้จักประหยัดใช้เงินทุนอย่างเหมาะสม ไม่เช่นนั้น แม้สุดท้ายจะคิดนวัตกรรมขึ้นมาได้ หากราคาสูงเกินไป ก็จะไม่สามารถจะขายได้
       
       นอกจากนั้น คนสร้างนวัตกรรมต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คิดเสมอว่า ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้ได้เรียนรู้นำมาแก้ไขและพัฒนาใหม่ รวมถึง อย่าไปยึดติดกับแค่เทรนด์ในปัจจุบัน ให้จำไว้เสมอว่า ทุกกระแสความนิยมไม่นานก็ต้องหมดไป จำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อนำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ
       
       “สิ่งที่ผมพูด อาจจะขัดกับภาพในความคิดของคนทั่วไป ที่คิดว่าคนสร้างนวัตกรรมต้องเป็นคนเก่งระดับอัจฉริยะ แต่งตัวเท่ๆ แต่สำหรับผมแล้ว คนสร้างนวัตกรรมต้องเป็นคนที่มีขยัน ทำงานหนัก ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ไม่ใช่เก่งอยู่คนเดียว ดังนั้น คนทำนวัตกรรมของเรา จึงต้อง “ติดดิน” และอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง เขาระบุ 
จับเข่าทายาทแอร์ ‘ซัยโจเดนกิ’ ปั้นแบรนด์ไทยด้วยนวัตกรรมล้ำ (มีคลิป)
        @@@ วางเป้าอีก 5 ปี ขึ้นแท่นแอร์ไทยเบอร์หนึ่งในใจผู้บริโภค @@@
       
       ธันยวัฒน์ เผยด้วยว่า ปัจจุบันตลาดธุรกิจเครื่องปรับอากาศในเมืองไทย มูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี โดยปีที่แล้ว (2559) ซัยโจเดนกิ มีผลประกอบการเติบโตกว่า 30% มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท มาจากยอดขายในประเทศ 70% และอีก 30% ส่งออกต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ยุโรป และอาเซียน เป็นต้น นับเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดติด 1 ใน 5 อันดับแรก โดยอีก 4 รายที่เหลือล้วนแต่เป็นอินเตอร์แบรนด์ทั้งสิ้น
       
       ทั้งนี้ วางเป้าหมายว่า อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า จะก้าวเป็นแบรนด์เครื่องปรับอากาศสัญชาติไทย หมายเลข 1 ในใจผู้บริโภค โดยใช้จุดแข็งมีนวัตกรรมเหนือชั้น รวมถึง สินค้ามีคุณภาพความแข็งแรงทนทานกว่าแบรนด์ชั้นนำ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี หรืออเมริกา เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการยอมรับและเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย 
       
       “ทุกครั้งที่ไปทำตลาดในต่างประเทศ ผมจะบอกเสมอว่า นี่เป็นแบรนด์ไทย ซึ่งในสายตาของต่างชาติ อย่างญี่ปุ่นจะมองจากข้อเท็จจริง หากนวัตกรรมดีจริง เขาพร้อมจะยอมรับ ส่วนตลาดในอาเซียนมองสินค้าไทยเป็นระดับพรีเมียมอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน จากการแข่งขันดุเดือด ผมกลับมองว่าเป็นโอกาสดี เพราะแบรนด์ดังของญี่ปุ่นหันมาลดต้นทุน เพื่อจะขายลดราคาแข่งกับแอร์จากประเทศจีน ทำให้คุณภาพด้อยลง หากเราสามารถทำคุณภาพให้เหนือกว่าได้ ผู้บริโภคจะยอมรับและเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ทายาทธุรกิจ กล่าว
       
       ในตอนท้าย เขาระบุด้วยว่า การทำนวัตกรรม ถ้าคิดว่าจะทำเพื่อรวยเป็นอันดับแรก จะไม่มีทางสำเร็จ เพราะระหว่างทางในการวิจัยและพัฒนาย่อมเกิดปัญหาและความผิดพลาดแน่นอน ซึ่งจะก่อให้เกิดความท้อ จนไม่สามารถสร้างนวัตกรรมสำเร็จ ดังนั้น หากเปลี่ยนความคิด มามุ่งทำจะนวัตกรรมเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิม ให้เกิดประโยชน์แก่คนทั้งโลก การทำงานจะเกิดความสนุกท้าทาย จนเมื่อสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์และขายได้จริง ผลสำเร็จด้านรายได้จะตามมาเอง 

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560

จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์

http://www.komchadluek.net/news/kom-kid/254141http://www.komchadluek.net/news/kom-kid/254141



คมคิดธุรกิจนิวเจน  :  29 ธ.ค. 2559 (คม ชัด ลึก ออนไลน์)

จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์

“จานกาบหมาก” ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยี่ห้อ “วีรษา” (Veerasa) จุดเริ่มต้นจากฝีมือของทหารช่าง สู่ผลิตภัณฑ์คว้ารางวัล และส่งออกระดับอินเตอร์

            จากใบไม้ร่วงที่ไร้ราคา ตอนนี้ใบของต้นหมากในส่วนของกาบใบหรือ “กาบหมาก” กลายเป็นวัสดุธรรมชาติหรือวัตถุดิบที่มีราคาและหายากไปแล้ว
            หมากที่ว่าก็คือ “หมากสง” ที่คนไทยสมัยก่อนและหลายเชื้อชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมนำเมล็ดข้างในผลของมันมากินคู่กับใบพลูทาด้วยปูนแดง เคี้ยวด้วยกันจะมีน้ำหมากสีแดงออกมา ซึ่งต้องบ้วนทิ้ง
            ปัจจุบันกาบหมากถูกนำมาใช้ผลิตเป็นภาชนะที่เรียกว่า “จานกาบหมาก” ในแบรนด์หรือยี่ห้อ “วีรษา” (Veerasa) ที่มีจุดเริ่มต้นจากฝีมือของทหารช่าง พ.ต.คมกฤษ ภิญโญ ที่ต้องการช่วยภรรยาคือ คุณสุมาลี ภิญโญ แก้ปัญหาเรื่องภาชนะในการจัดขันโตกนับร้อย ในงานประเพณีกินเข่าค่ำ ของดีเมืองสูงเนิน ของชาวอำเภอสูงเนิน จ.นครราชสีมา เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากทั้งคู่ไม่อยากใช้ภาชนะโฟม ซึ่งย่อยสลายยากและก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อใช้ใบตองเย็บเป็นถ้วยก็เกิดปัญหารั่วซึม บางครั้งก็เย็บไม่ทันใช้ แถมบางคราวยังเหี่ยวแห้งเร็ว พอเปลี่ยนมาใช้ถ้วยกระเบื้อง นอกจากพบปัญหาแตกร้าวแล้วก็ยังสูญหายอีกด้วย
จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์
            “คุณแป้ง” ปาณิศา คุ้มไข่น้ำ หนึ่งในผู้ดูแลธุรกิจจานกาบหมาก “วีรษา” วัย 26 ปี ชาวโคราช และในฐานะลูกสะใภ้ของ พ.ต.คมกฤษ และ คุณสุมาลี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของจานกาบหมากว่า สมัยก่อนชาวอำเภอสูงเนินปลูกต้นหมากกันเยอะ ขายลูกหมากเป็นอาชีพ รวมถึงที่บ้านของสามี มีวันหนึ่งคุณแม่สุมาลีเห็นใบกาบหมากที่ร่วงอยู่ตามท้องร่อง จึงเกิดความคิดและคุยกับคุณพ่อว่าน่าจะเอามาทำภาชนะ นำมาเย็บหรือขึ้นรูปได้ คุณพ่อซึ่งเป็นทหารช่างและมีฝีมืออยู่แล้ว จึงลองประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรขึ้นมา จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ได้ภาชนะจากกาบหมากไปใช้จัดขันโตก และจากเครื่องจักรเล็กๆ ที่ใช้ผลิต ปัจจุบันมีแม่พิมพ์ที่หลากหลายรูปแบบที่เหมาะสมตามการใช้งาน
            "ตอนแรกเราทำเฉพาะที่ใช้ในการจัดขันโตก แต่มีคนสนใจและสั่งทำ เราก็ทำให้ตามออเดอร์เท่านั้น ไม่ใช่กิจการใหญ่โตอะไร ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 2539 แต่ว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมในตัวผลิตภัณฑ์จากสิ่งแวดล้อมเป็นที่สนใจของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้ยอดสั่งซื้อขยับตามไปด้วย จนครอบครัวต้องหันมาทำเป็นธุรกิจจริงจัง โดยเปิดบริษัท ภิญโญวานิช จำกัด ขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว"
จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์
            เสน่ห์ของจานกาบหมาก “วีรษา” อยู่ที่การเป็นภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคุณแป้งบอกว่า ผลิตจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีสารฟอกขาวและสารเคมีเจือปน สามารถย่อยสลายได้เอง มีกลิ่นหอมและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ น้ำหนักเบา ไม่แตกหักเสียหายง่าย สามารถนำเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟได้ บรรจุของเหลวได้ ไม่รั่วซึมและไม่อ่อนตัว ใส่อาหารได้ทุกประเภททั้งร้อนและเย็น ตั้งแต่อุณหภูมิติดลบ 18 องศาเซลเซียส จนถึง 250 องศาเซลเซียส
            "เราเอาของธรรมชาติมาใช้ จึงไม่มีโทษอะไรอยู่แล้ว หากมองถึงเรื่องสุขภาพ ถ้าเราใช้พลาสติกและโฟมทุกวันก็เหมือนกับการมีสารเคมีเข้าไปสะสมในร่างกาย เรื่องราคาซึ่งอาจดูสูงไปหน่อยแต่ก็เหมือนกับเราซื้อสิ่งดีๆให้ตัวเองเพื่อใช้ใส่อาหารรับประทาน อีกทั้งยังเป็นการช่วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะใบกาบหมาก เรารอให้เขาร่วงลงมาจากต้นเอง จึงเก็บมาใช้ ไม่ได้ไปดึงออกมาจากต้นตัดแต่งหรือทำลายเขา" คุณแป้งกล่าว
จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์
            ด้วยคุณภาพของจานกาบหมาก “วีรษา” ที่บอกต่อปากต่อปาก และการออกรายการทีวีต่างๆ ทำให้ฐานลูกค้าเดิมตั้งแต่ยังไม่ก่อตั้งบริษัทยังคงเหนียวแน่นและใช้บริการมาอย่างต่อเนื่องทั้งผู้จัดงานอีเวนท์, รีสอร์ท, โรงแรมและร้านอาหารต่างๆ แต่นั่นก็เป็น “การตลาดเชิงรับ” เพราะมีแต่ลูกค้าติดต่อเข้ามา แม้มันจะทำให้ยอดขายเพิ่มจากหลักสิบกลายมาเป็นหลักหมื่นในปัจจุบัน ซึ่งขายดีมากๆ โดยเฉพาะหน้าหนาวที่ถูกนำไปใช้ตามงานอีเวนท์ต่างๆ เช่น บิ๊กเมาท์เท่น และวันเดอร์ฟรุต เป็นต้น แต่คุณแป้งและครอบครัวมองว่าควรจะทำ “การตลาดเชิงรุก” ด้วย
            นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัท ภิญโญวานิช หันมาทำ “การตลาดออนไลน์” ด้วยการเปิดเว็บไซต์ : www.veerasa.com, อินสตาแกรม : veerasaplate Line: @paninisaและเฟซบุค: จานกาบหมาก Veerasa ซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว อีกทั้งได้ผลตอบรับรวดเร็วกลับมาเช่นกัน และยังติดต่อได้ทางโทรศัพท์ 09-4290-8735, 08-9579-2112
            บริษัทยังได้ปรับกลยุทธ์ในการขาย จากเดิมที่ “ขายส่ง” เพียงอย่างเดียวตอนนี้วางแผน “ขายปลีก” เพิ่มด้วยโดยบรรจุ 6 ใบต่อแพ็ก เพื่อให้ผู้บริโภคตามครัวเรือนสามารถนำไปใช้ได้ และจะวางจำหน่ายใน “ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต” ต้นปี พ.ศ.2560 ขณะเดียวกันยังได้เน้นกลยุทธ์ในการผลิตคือการรักษาคุณภาพ ความสะอาด และพยายามปรับเปลี่ยนรูปทรงเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้บริโภค
จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์
            การปรับกลยุทธ์ต่างๆ ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป เพราะด้วยจำนวนความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ไม่สอดคล้องกับจำนวนวัสดุธรรมชาติหรือวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำให้บริษัท ภิญโญวานิช ประสบปัญหาขาดแคลนกาบหมาก ต้องปฏิเสธการขายให้ลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าจากต่างประเทศที่สั่งสินค้าในปริมาณเท่ากับตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้
            "ก่อนหน้านี้มีออเดอร์จากต่างประเทศเข้ามาตลอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าจากแถบยุโรป เขารับซื้อเป็นตู้คอนเทนเนอร์ แต่กำลังการผลิตของเรายังไม่มากพอที่จะรองรับออเดอร์เยอะขนาดนั้น จากปัญหาดังกล่าวทำให้บริษัทต้องวางแผนขยายกำลังการผลิตและขยายโรงงาน ด้วยการรับซื้อกาบหมากจากชาวสวนทั่วไป ขณะเดียวกันก็ปลูกเพิ่มเองด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี กว่าที่ต้นจะโตจนสามารถใช้งานได้ แต่ก็เชื่อว่าจะเพียงพอต่อความต้องการในอนาคตแน่นอน ส่วนตอนนี้จานกาบหมากวีรษายังเหลือเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ยังสามารถสั่งซื้อเข้ามาได้" คุณแป้ง กล่าวทิ้งท้าย
จานกาบหมาก“วีรษา” ภูมิปัญญาโกอินเตอร์
            จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันด้วยหัวใจที่รักธรรมชาติและไม่อยากให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมของ “พ.ต.คมกฤษ–คุณสุมาลี ภิญโญ” จึงก่อให้เกิดภาชนะจานกาบหมาก 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “วีรษา” ...สินค้าฝีมือคนไทยสินค้ารักษ์โลก

ปทุม กลิ่นหอม : รายงาน

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อนุชาติ แสงชาติ แห่ง Lowcost cosplay

เพจพลิกชีวิต! "Lowcost cosplay" เมื่อความบ้าพารวย "อนุชา แสงชาติ"

02 สิงหาคม 2559
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ..... อ่านต้นฉบับได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/446302

โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด 

เพจพลิกชีวิต! "Lowcost cosplay" เมื่อความบ้าพารวย "อนุชา แสงชาติ"



ชายหนุ่มวัย 26 เจ้าของรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ ย้อมผมทอง หน้าตายียวนกวนประสาท มองเผินๆแล้วเหมือนไม่มีอะไรน่าดึงดูด แต่ถ้าได้เห็นวิธีคิด ผลงาน และการนำเสนออันสุดฮาของเขาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า มีเสน่ห์มากกกก

จากเด็กกำพร้า จบแค่ม.6 ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้า วันนี้เขากลายเป็นเซเลบแห่งโลกออนไลน์ที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง นี่คือ เรื่องราวชีวิตของ ชา - อนุชา แสงชาติ เจ้าของเพจสุดฮอตระดับอินเตอร์ Lowcostcosplay



คุยกับเงา - อยู่กับจินตนาการ

"อนุชา แสงชาติ" เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2532  ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากพ่อแม่แยกทาง ชีวิตของเขาจมอยู่กับความเหงา สิ่งเดียวที่พาเขาไปสู่ความสุขได้คือ “จินตนาการ”

“สมัยเป็นเด็ก ผมมีชีวิตแบบเหงาๆ อยากเล่นสนุกก็ต้องเล่นคนเดียว จินตนาการเอา เหมือนเราคุยอยู่กับเงา ดีดลูกแก้วคนเดียว คุยคนเดียว ท้าทายตัวเอง ดีดเสร็จก็สลับไปเป็นฝ่ายตรงข้าม จินตนาการว่าสู้อยู่กับเพื่อนพูดง่ายๆ เหมือนสร้างมนุษย์ขึ้นมาอีกคนอ่ะครับ คงเพราะอย่างนี้หรือเปล่า ทำให้เราโตมาเป็นคนแบบนี้” ชายหนุ่มหัวเราะร่า

เขาบอกว่า หากย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมา ทุกการคบหาเพื่อนพี่น้องล้วนแล้วแต่ใช้จินตนาการเข้าหาทั้งนั้น ตั้งแต่สร้างบทสนทนาให้คนสนใจด้วยการเล่านิทาน ใช้คำศัพท์ในเกมร่วมกับชีวิตจริง เรียกว่าใช้จินตนาการเป็นแกนหลักในการดำเนินชีวิต

"ผมชอบใช้จินตาการ มันสนุก อย่างผมโตมากับเกมแร็คนาร็อค ช่วงเรียนมัธยม อยู่กับเพื่อนก็ชอบเอาเรื่องในเกมมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ถึงเวลากินข้าวก็บอก เฮ้ย... ไปซื้อโพชั่นกัน ซึ่งมันคือไอเท็มในเกม"

เจ้าพ่อขายหัวเราะแห่งโลกโซเชียลเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่มีคนถามถึงชีวิตจริงว่าเป็นคนตลกไหม ก็มักตอบว่าใช่ ยอมรับว่าพยายามเป็นคนตลกเพื่อให้คนอื่นสนใจมาตั้งแต่เรียนมัธยม

"สังคมโรงเรียนมันมีเด็กเกเร เด็กเรียน แล้วก็เด็กที่ไม่มีใคนสนใจอย่างผม เราไม่รู้จะมีคาเร็กเตอร์แบบไหนดี แต่ผมชอบดูตลกคาเฟ่ ชอบมาก คิดในใจว่าถ้าเราเป็นตลกก็น่าจะมีคนชอบเราเหมือนกัน เลยเลือกเดินเส้นทางแนวคอมเมดี้"

ชาจบการศึกษาเพียงแค่ชั้น ม.6 จาก โรงเรียนสันกำแพง ยอมรับว่าคิดสั้น คิดน้อย มองเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องเสียเวลา ไม่คุ้มค่าเท่ากับการออกไปทำงาน หาเงิน และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน

"ผมเป็นคนขี้เกียจ ไม่ชอบเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ พอจบ ม.6 ก็ตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียว พร้อมมอเตอร์ไซค์อีกหนึ่งคัน ช่วงนั้นขี้เกียจเรียนต่อ คิดแค่ว่าเรียนทำไม เสียเวลาว่ะ ไปเป็นเด็กเสิร์ฟดีกว่า กินเหล้าฟรี ได้เงิน ได้ทิปจากโบกรถด้วย บางวันได้เป็นพัน สบายๆ เก็บตังค์ดีกว่า แต่ทำไปทำมาไม่มีเงินเก็บ ชิบหายเลยทีนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นพนันบอล เล่นไฮโล หมดเนื้อหมดตัว ต้องไปแซะแผ่นแป้งโรตีกินจากถังขยะ ชีวิตช่วงนั้นเลวมาก วันไหนไม่มีกินก็ไปนอนในบ่อนพนัน แบมือขอเงินคนอื่นก็มี”

อย่างไรก็ตามนาทีนี้ในวัย 26 ปีเจ้าตัววางแผนชีวิตกลับไปศึกษาเล่าเรียนอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง.





บ้านพักคนชรา จุดเริ่มต้น "Lowcost cosplay"

หลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตวัยรุ่น เขาตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง หวังพลิกชะตาตัวเอง เสาะหางานทำจนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้ดูแลคนชราในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่ง

"อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเอง กรุงเทพฯ มีอะไรดีวะ เข้ามาก็ไม่รู้จักใคร หางานทำอยู่พัก จนเดินไปเจอป้ายประกาศตรงเสาไฟฟ้า รับสมัครคนดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักคนชรา ผมหยิบโทรศัพท์โทรไปเลย ใช้วุฒิ ม.6 สมัคร โชคดีมากๆ ที่เขาให้โอกาส"

ไม่น่าเชื่อว่า สถานที่อย่างบ้านพักคนชรา จะกลายเป็นที่แหล่งจุดระเบิดไดเดีย "Lowcost cosplay" เปลี่ยนชีวิตชายหนุ่มผู้ล้มเหลวให้กลายเป็น "เจ้าพ่อไอเดีย" ที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ

"มีอยู่วันหนึ่งผมนั่งเหงาๆ มองไปที่เสื้อผ้ากองโตของคุณตาคุณยาย มันรู้สึกเหมือนเรากลับไปเป็นเด็ก ป.4 ที่เล่นคนเดียว อยู่กับจินตนาการแห่งความโดดเดี่ยวอีกครั้ง นึกอะไรไม่รู้ หยิบผ้าขนหนูสีแดงขึ้นมาคิดถึงชาวสปาตัน จากหนังเรื่อง 300 เอาผ้ามันมาคลุมตัว เบ่งกล้าม แล้วส่องกระจก เฮ้ยนี่มัน ลีโอไนดัส ชัดๆ "

ชาวัย 23 ปี ในขณะนั้นควักโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ยภาพประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก พร้อมกับเขียนแคปชั่นประกอบด้วยความสนุกว่า "ข้าคือ ลีโอไนดัส" โดยไม่รู้จักด้วยซ้ำว่านั่นเรียกว่า คอสเพลย์ (Cosplay)

"เพื่อนบางคนมาเมนต์ มึงทำอะไรของมึง ไปกรุงเทพฯ เพื่อไปทำห่าไรแบบเนี้ยเหรอ บางคนเข้ามาฮา เฮ้ยเจ๋งว่ะ เหมือนคอสเพลย์เลย มันหมายถึงพวกที่เขาแต่
ไปโชว์แถวสยาม เราบอก ไม่น่าเรียกคอสเพลย์ว่ะ มึง..กูแค่เอาผ้าขนหนูมาใส่ แต่พวกมันขอกเจ๋ง ทำต่อสิวะ เสียงพวกนี้กลายเป็นแรงยุที่ทำให้เราสร้างเพจขึ้นมาใช้ชื่อว่า Lowcost cosplay หมายถึง การนำของง่ายๆ ราคาถูก ต้นทุนต่ำใกล้ตัวมาใช้"

หลังเปิดเพจได้ไม่นาน ภาพลีโอไนดัส ก็ถูกจ่าพิชิตแห่ง Drama-addict เพจยอดนิยม นำไปแชร์ต่อ ทำให้ Lowcost cosplay กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ยอดไลค์พุ่งสูงถึง 5,000 ไลค์ภายในคืนเดียว นับตั้งแต่นั้นชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทันที มีผลงานครีเอทออกมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกือบ 1 ปี ได้ตัดสินใจเดินออกจากงานประจำที่บ้านพักคนชรา มุ่งหน้าสร้างเม็ดเงินด้วยไอเดียอย่างเต็มตัวในช่วงปี 2557 เปลี่ยนชีวิตมนุษย์เงินเดือนค่าเหนื่อยหลักพันสู่หลักแสนในปัจจุบัน

"เพจนี้พลิกชีวิตผมมหาศาล ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมาย มีชีวิตที่ดีขึ้น จากเงินเดือน 7,000 บาทที่บ้านพักคนชรา กลายเป็นทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง โพสต์เดียวผมก็ได้เงินเป็นหมื่น บางทีเป็นแสน ถ้าทำงานบริษัทผมอาจจะต้องรอทั้งเดือนหรือทั้งปี ที่สำคัญคืองานนี้ไม่มีใครบังคับผม ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวเองจริงๆ แต่ถึงวันนี้ผมไม่มีวันลืมอดีตหรอกครับ เพราะมันคือ สิ่งที่มีไว้ให้เราหหันกลับไปมองว่าเคยผ่านความยากลำบากมาขนาดไหน"

ปัจจุบันสเตตัสของ Lowcost cosplay ได้รับเงินทุนจากธุรกิจและสินค้าต่างๆ ที่ว่าจ้างให้เขาออกแบบคอสเพลย์ตามแต่ที่ใจอยากคิด ซึ่งชาเปรียบตัวเองว่าเหมือนนักแข่งรถฟอร์มูล่า วัน ที่ต้องสวมเสื้อที่มีตราสปอนเซอร์มากมาย แลกกับเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด



กล้าคิด กล้าทำ ก่อนหมดเวลา

สามปีที่ผ่านมาไอเดียของอนุชาสร้างความคึกคักและเสียงหัวเราะให้กับวงการโซเชียลมีเดียวมากกว่า 1,000 รูป จนเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลก ไม่เว้นแม้กระทั่ง 9gag.com รวบรวมเอาสุดยอดการคอสเพลย์ของเขาไปนำเสนอ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความฮา คือ "วิธีคิด"

"จริงๆ ผมเป็นคนขอบสังเกตอยู่แล้ว ชอบคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วอย่ากปลดปล่อยมันออกมา ไม่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้จะชอบวากการ์ตูน ใช้มุขเล่นคำ เช่น วาดผีธรรมดา ไม่น่ากลัว พอวาดเบียร์สิงห์เข้าไปข้างๆ กลายเป็นผีสิงห์เลย แฮ่ .. มุขเรียกเสียงหัวเราะอะไรทำนองนี้ เทคนิคแบบนี้เป็นหลักในการคิดคอสเพลย์ด้วย ส่วนเทคนิคสร้างไอเดียของผมคือ การรู้จักปรับเปลี่ยน พลิกแพลง สมมติมี 5 ไอเดีย 1 2 3 4 5 เราใช้หมดไปแล้ว ผมก็สับเซต เปลี่ยนมาเป็น 12 - 23 -34 -45 อะไรอย่างนี้ ไอเดียมันเลยไม่หยุด"

เจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามกว่า 8 แสนคน เผยว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านมารู้สึกภาคภูมิใจมากกับเสียงชื่นชมจากทั้งในและต่างประเทศ ไม่คดมาก่อนว่าฝรั่งจะชอบมากขนาดนี้ โดยมีการพูดถึงและให้สถานะต่อท้ายชื่อของเขาว่าเป็น "ศิลปิน" เนื่องจากมองว่างานที่ทำเป็นศิลปะที่ใช้ความคิด มีการออกแบบมุมมอง ใชเทคนิคในการถ่ายภาพ มากกว่าเพียงแค่คอสเพลย์ขำๆ เท่านั้น

"ใครที่คิดหรือไมีไอเดีย ลองทำเลยครับ อย่าไปกลัว ส่วนมากกลัว คิดเยอะ ขึ้เกียจ เราต้องทำลายกำแพงตัวเอง บอกตัวเองไว้ว่า พรุ่งนี้โลกจะแตกแล้ว ทำเลยไม่อย่างนั้น จะไม่มีใตรเห็นผลงานหรือความคิดของคุณอีกต่อไป ไอเดียมันไม่มีวันหมดก็จิรง แต่เวลาที่เสียไปเอากลับคืนมาไม่ได้ จุดระเบิดให้กับตัวดิงซะ"

อนุชา แสงชาต ทิ้งท้าย พร้อมกับบอกว่า ไม่อยากให้ Lowcost cosplay เป็นเพียงแค่เพจของตัวเองเท่านั้น แต่ต้ตองการให้เป็น คอมมูนิตีสำหรับความคิดสร้างสรรค์ของทุกคนด้วย